ดอกไม้ กระถาง ก้อนดิน และเสียงด่า


ฉันไม่ใช่แฟนตัวยงของเพลงเพื่อชีวิต แต่หากจะให้ฉันพูดถึงวงดนตรีเพื่อชีวิตสักวงแล้วล่ะก็ คาราบาว จะเป็นวงแรกที่เข้ามาอยู่ในใจฉันอย่างไม่ต้องสงสัย หากให้ฉันมานั่งนึกว่าเริ่มรู้จักคาราบาวเป็นครั้งแรกตอนไหนนั้น เห็นจะต้องสารภาพตรงๆ เลยว่า ก็จำไม่ได้เหมือนกัน แต่สิ่งที่จำได้แม่นเลยก็คือ นี่เป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตที่ดังมาก ย้ำว่ามาก มาก มาก

เมด อิน ไทยแลนด์ เป็นเพลงแรกที่ฉันรู้จักและร้องตามได้ แค่อินโทรขึ้น ได้ยินเสียงขลุ่ย เอาล่ะ เตรียมตัวร้องกันเลย “เมด อิน ไทยแลนด์ แดนดินไทยเรา เก็บกันจนเก่า เรามีแต่ของดีๆ มาตั้งแต่ก่อนสุโขทัย มาลพบุรี อยุธยา ธนบุรี ยุคสมัยนี้เป็นกทม เมืองที่คนตกท่อ ไม่เอ๊า...อย่าไปว่าเขาน่า” 555 เป็นเพลงที่ร้องตามได้อย่างเพลิดเพลิน แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกเสียดสีสังคมไปด้วย

เพลงที่โด่งดังมากของคาราบาวอีกหนึ่งเพลง คือ ถึกควายทุย ภาค 5 พูดชื่อเพลงนี้แล้ว บางคนที่ไม่ใช่คอเพื่อชีวิต อาจมีงงว่ามันเพลงอะไรเนี่ย แต่ถ้าบอกว่าเพลงนี้ก็คือ บัวลอย มั่นใจว่าหลายคนต้องรู้จัก อย่างน้อยน่าจะเคยได้ยินเสียงกีตาร์ในช่วงอินโทรที่เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของเพลงนี้ไปแล้ว

ตอนยังเด็ก ช่วงนั้นยังไม่ค่อยเข้าใจเนื้อเพลงมากนัก รู้แค่ว่าบัวลอยเป็นเพลงที่ฟังแล้วมันมาก แบบต้องโยกหัวตาม ทว่า พอโตมาและได้ฟังเนื้อหาในเพลงอีกครั้ง ฉันกลับรู้สึกเศร้าเสียใจไปกับเรื่องราวของเพื่อนของคุณมะโหนกที่ชื่อบัวลอยเป็นอย่างมาก แบบฟังเพลงไปเรื่อยๆ ได้รู้เรื่องราวตั้งแต่เริ่มจนจบ น้ำตาจะไหลเอาเลยทีเดียว ท่อนที่บีบหัวใจฉันมากที่สุดน่าจะเป็น “รูปร่างแม้ไม่โสภา จิตใจล้ำฟ้า ดังสมญาบัวลอย”

รักคุณเท่าฟ้า อีกหนึ่งเพลงดังของคาราบาว ได้ยินเพลงนี้เมื่อไหร่ จะต้องนึกถึงการบินไทย เจ้าของสโลแกนเดียวกับชื่อเพลง เป็นเพลงที่ฟังแล้ว เบา สบาย เนื้อหาของเพลงก็สอดคล้อง เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับธุรกิจการบิน ฟังแล้วละเมียดละไมมากนะ

ลองนึกภาพกันดูสิ ถ้าเรากำลังนั่งบนเครื่องบินพร้อมกับการได้ยินเพลงนี้ไปด้วย “หากคุณบิน บินไปได้ดั่งนก ยามเมื่อคุณบินไปในนภา ยามเมื่อคุณ ล่องลอยบนฟากฟ้า มองลงมาเบื้องล่างยังพื้นดิน โลกมนุษย์แสนกว้างใหญ่เหลือเกิน ยิ่งมองยิ่งเพลิน จำเริญหัวใจ” มันจะต้องผ่อนคลาย smooth as silk แน่นอน (เอ่อ...แต่ถ้าคุณไม่ได้ที่นั่งติดหน้าต่างที่สามารถมองลงไปเห็นวิว แต่ดันได้ที่นั่งตรงแถวกลาง นั่นก็ตัวใครตัวมันละกันนะ อย่าด่าฉันเลย)

มาถึงเพลงที่ทำให้ฉันรู้สึกรักคาราบาว ได้แก่ กระถางดอกไม้ให้คุณ นี่เป็นบทเพลงที่ฟังแล้วเหมือนจะไม่เป็นเพลงเอาเลยนะ อารมณ์ประมาณนี่ตรูมานั่งฟังคนบ่นรึป่าวเนี่ย เสียงร้องแนวโมโนโทน คล้ายเสียงสวดซะมากกว่า แต่ฟังไปฟังมา ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมฉันดันติดใจโมโนโทนเข้าซะแล้วล่ะเนี่ย

กระถางดอกไม้ให้คุณ เหมือนเป็นการนั่งฟังเพื่อนผู้มีนิสัยเงียบขรึมอยู่เป็นนิจที่จู่ๆ วันหนึ่งมันเปิดปากเล่าเรื่องราวการเล่นดนตรีของมันให้ฉันฟัง อะไรประมาณนั้น ช่วงแรกก็เรื่อยๆ มาเรียงๆ เริ่มจะมาพีคก็ตรงที่บอกว่า เพื่อนมันเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าฝีมือการร้องเพลงของมันนั้นเจ๋งแค่ไหน จากการที่มีกระถางต้นไม้ปลิวข้ามหลังคาแล้วตกลงมาตรงที่มันนั่งอยู่

เพลงนี้ทำให้ฉันชื่นชม แอ๊ด คาราบาว ผู้เป็นคนแต่งทั้งเนื้อร้องและทำนองเอามากๆ คิดได้ไง เป็นการร้อง (บ่น) ออกมาแล้วคนฟังอย่างฉันเห็นภาพตามเลย ทั้งการซ้อมดนตรีเสียงดังตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย ทั้งผู้ฟังในซอยนั้นที่เหลืออดกับการทนฟังเสียงดนตรี แบบดึกดื่นมันก็ยังคงซ้อมกันอยู่อีก ไม่ไหวแล้วโว้ย ปากระถางใส่พวกมันดีกว่า เพล้ง!

ฝั่งนักดนตรี ก็แบบไม่ทันได้ตั้งตัว เฮ้ย! นั่นอะไรปลิวมาวะ แว้ก! กระถางว่ะ ตรงท่อนที่บอกว่า “ตกลงมากลางวง ตรงฉันพอดี ทั้งดอกไม้ กระถาง ก้อนดิน และเสียงด่า” แบบฟังแล้ว นั่งขำจนต้องเอามือกุมท้อง แล้วก็หัวเราะแบบไร้สติอยู่คนเดียว ชอบเพลงนี้มาก เป็นอะไรที่ไม่เหมือนใครดี

ทับหลัง เป็นอีกเพลงที่ฉันได้ยินตั้งแต่สมัยยังเด็ก น่าจะถูกเปิดบ่อยมาก เพราะเล่นเอาฉันร้องตามได้เลยล่ะ  โดยเฉพาะตรงท่อน “เอาไมเคิล แจ๊กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” เป็นอะไรที่ติดหูมาก และยังจำได้อีกว่าตอนนั้นข่าวการส่งทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ จากสหรัฐอเมริกาคืนกลับมายังไทยก็โด่งดังเช่นเดียวกัน

เพลงจากอัลบั้มเดี่ยวของแอ๊ด คาราบาว ที่ฉันชอบเป็นพิเศษ ได้แก่ รักต้องสู้ เป็นเพลงท่วงทำนองช้าๆ ที่มีเนื้อหาสอนใจเกี่ยวกับความรัก กินใจมาก บาดมาก ขณะเดียวกันก็มีความปลอบประโลมผสมอยู่ด้วย ฟังเพลงนี้จบเหมือนจะเข้าใจชีวิตมากขึ้นกว่าเดิม

ทะเลใจ ซึ่งเป็นเพลงในอัลบั้มพิเศษ ก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ฉันรัก อารมณ์เพลงจะคล้ายกันกับ รักต้องสู้ เป็นเพลงที่มีท่วงทำนองช้า ฟังแบบไม่คิดอะไร (เหมือนจะ) สบายนะ แต่หากฟังให้ดี ให้ลึก เนื้อหาของเพลงนี้ สุดแสนที่จะเสียดแทง (ว่าแต่แกนี่ท่าจะชอบแต่เพลง soft สินะ)

นอกจากนี้ เพลงของคาราบาวที่น่าฟังยังมีอีกเยอะแยะเลย เช่น แม่สาย (นี่ก็เพลงเรียกน้ำตาจากฉันอีกหนึ่งเพลง) คนจนผู้ยิ่งใหญ่ รักทรหด มหาลัย ประชาธิปไตย วณิพก เป็นต้น

ฉันคิดว่าเพลงเพื่อชีวิต เป็นแนวเพลงที่ร้องยากพอสมควรเลยนะ อินเนอร์คนร้องต้องได้ อารมณ์ต้องสื่อถึงผู้ฟัง ทำให้ผู้ฟังได้ฉุกคิดตามเนื้อหาที่บทเพลงนั้นๆ กล่าวถึง บางครั้งให้อารมณ์เสียดสี บางทีก็มีน้ำตา (สำหรับฉัน หลายทีเลยล่ะ) และถ้าเพลงที่พิเศษหน่อยก็จะได้ขำขันกันไปกับเรื่องราวในบทเพลง

อืม...ว่าแต่พอได้ฟังคำตอบจากเจ้าของกระถางดอกไม้ที่ปลิวมาแล้ว หลังจากนั้น อ๊อดได้เก็บกวาดเศษกระถางที่แตก ซากดอกไม้ และก้อนดินที่หล่นมั้ยนะ แล้วแกจะรู้ไปเพื่ออะไรกันเล่า ช่างเค้าเหอะน่า

Source
ภาพประกอบ: Photo by Min An from Pexels

Comments